โลกร้อน
คิดว่าตอนนี้ที่เราน่าจะกังวลใจมากๆกันก็คือ วิกฤติการณ์โลกร้อนนะคะ ดูเหมือนมันเป็นเรื่องไกล แต่จริงๆแล้ว มันใกล้ตัวมากๆเลย และส่งผลกระทบต่อเราอย่างมากมายในอนาคตด้วยอ่ะค่ะ..
ทุกวันนี้ที่วิกฤตการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นภายในโลก ไม่ว่าจะเป็น สึนามิ พายุที่ถล่มอเมริกาเมื่อปีที่แล้ว น้ำท่วมในยุโรป แต่อีกเมืองกลับมีคลื่นความร้อน จนทำให้คนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก น้ำแข็งที่ขั้วโลกกำลังละลาย เห็นมั้ยคะว่าสภาพแวดล้อมมันเปลี่ยนแปลงไป และอย่าบอกว่ามันเป็นเรื่องของธรรมชาติค่ะ เพราะสิ่งที่ทำให้ธรรมชาติเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ก็คือ มนุษย์
ขออนุญาติยกเอาบทความบางส่วนที่เป็นความรู้ ที่ได้อ่านมา พอจะเข้าใจง่าย และคิดว่ามันน่ากลัวมาให้ได้อ่านกันนะคะ ลองยกมาแค่เรื่องเดียวจากหลายๆเรื่อง.. ลองมาดูเกี่ยวกับเรื่องน้ำแข็งขั้วโลกละลายกันค่ะ
มีพื้นที่สองแห่งบนโลกที่คอยรับบทตัวชี้วัด ซึ่งหมายถึงดินแดนที่อ่อนไหวต่อผลกระทบจากภาวะโลกร้อนมากที่สุด แห่งแรกคือ อาร์กติก ส่วนแห่งที่สองคือ แอนตาร์กติกา..
นักวิทยาศาสตร์ตรวจพบความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในดินแดนเยือก แข็งทั้งสองแห่งนี้ และมันก็เกิดขึ้นเร็วกว่าที่ใครๆคาดไว้ นับเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาที่เห็นได้ชัดเจนยิ่งกว่ าสถานที่ใดไนโลก เราอาจเข้าใจว่า อาร์กติก และ แอนตาร์กติกา เป็นเพียงพื่นที่บนขั้วโลกทั้งสองแห่งที่ดูไม่แตกต่างกัน มองไปทางไหนก็เห็นแต่น้ำแข็งและหิมะ แต่หากมองลึกลงไปจะพบว่าสถานที่ทั้งสองแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ขณะที่ผืนน่ำแข็ง แอนตาร์กติกา นั้นหนาถึง 10,000 ฟุต ผืนน้ำแข็งที่ อาร์กติก กลับมีความหนาเฉลี่ยไม่ถึง 10 ฟุต นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างซ่อนอยู่ใต้ชั้นน้ำแข็งของดินแดนขั้ว โลกทั้งสอง แอนตาร์กติกา นั้นเป็นแผ่นดินที่มีมหาสมุทรล้อมรบ ขณะที่ อาร์กติก กลับเป็นมหาสมุทรที่มีแผ่นดินโอบล้อม
ความบางอย่างน่าประหลาดของแผ่นน้ำแข็งที่ อาร์กติก และชั้นดินที่ กลายเป็นน้ำแข็งบนพื้นดินที่อยู่เหนือ เส้นอาร์กติกเซอร์เคิล รอบทะเลอาร์กติก ทำให้พวกมันอ่อนไหวต่ออุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างยิ่ง ผลก็คือ.. ภาวะโลกร้อนได้ส่งผลรุนแรงทำให้ อาร์กติก เริ่มละลาย อุณหภูมิแถบนี้เพิ่มขึ้นรวดเร็วกว่าสถานที่ใดในโลก!
พื้นดินที่อยู่เหนือ เส้นอาร์กติกเซอร์เคิล จะแข็งเป็นน้ำแข็งเกือบตลอดทั้งปี ดินบางส่วนที่เป็นน้ำแข็งตลอดเวลาเรียกว่า "เพอร์มาฟรอสต์" (ชั้นดินเยือกแข็งคงตัว) แต่ภาวะโลกร้อนเริ่มกัดกร่อน เพอร์มาฟรอสต์ ในบริเวณกว้าง นั่นคือสาเหตุที่อาคารใน ไซบีเรีย ถล่มลงมา มันสร้างขึ้นบนเพอร์มาฟรอสต์ ซึ่งกำลังละลายหมดไป
หาก ป่าทุนดราเยือกแข็ง รอบๆซีกโลกเหนือละลาย พื้นที่ซึ่งคาดว่าจะเกิดความเสียหายรุนแรงที่สุด คือพื้นที่มหึมาในไซบีเรีย มีขนาดราว 1 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งกลายเป็นน้ำแข็งมาตั้งแต่ยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย นักวิทยาศาสตร์ให้ข้อมูลว่า ป่าทุนดราแถบนี้กักเก็บ คาร์บอน ไว้ปริมาณมากถึง 7 หมื่นล้านตัน หาก เพอร์มาฟรอสต์ ละลาย คาร์บอนเหล่านี้ก็จะไม่เสถียร ปริมาณคาร์บอนในดินแดนแถบไซบีเรียนี้นับว่ามากกว่าที่มนุษย์ปล่ อยออกมาในแต่ละปีถึง10 เท่า หาก เพอร์มาฟรอสต์ ในแถบนี้ละลาย จะก่อให้เกิดอันตรายใหญ่หลวง คือ เกิดแผ่นดินเคลื่อนตัวในเชิงนิเวศวิทยา.. อันเป็นผลจากภาวะโลกร้อน!
บางครั้งรถบรรทุกซึ่งเคยแล่นไปบนทางหลวงที่เป็นน้ำแข็งเกือบทั้ งปีในอะแลสก้า ก็ติดหล่ม เพอร์มาฟรอสต์ ที่กำลังละลาย ตั้งแต่ปี 1970 จำนวนวันในแต่ละปีที่ ทุนดรา ใน อะแลสกา กลายเป็นน้ำแข็ง แกร่งพอให้รถบรรทุกวิ่งได้ มี 200 วัน ถึงตอนนี้ จำนวนวันได้ลดลงจนต่ำกว่า 80 วันต่อปี ฤดูใบไม้ผลิมาถึงเร็วกว่าปกติ ส่วนฤดูใบไม้ร่วงกลับล่าช้าออกไป
การละลายของอาร์กติกจะส่งผลใหญ่หลวงต่อสภาพภูมิอากาศของโลกทั้ง ใบ ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เป็นแบบก้าวกระโดดฉับพลัน สภาพอากาศของโลกนั้นพอจะเทียบได้กับเครื่องจักรขนาดใหญ่ ทำหน้าที่กระจายความร้อนจากเส้นศูนย์สูตรและเขตร้อนออกไปยังขั้ วโลกทั้งสอง พื้นที่ระหว่าง เส้นทรอปิกออฟแคนเซอร์ และ ทรอปิกออฟแคปริคอน จะดูดซับความร้อนเอาไว้มาก เนื่องจากได้รับรังสีจากดวงอาทิตย์ที่ส่องมาโดยตรงตลอดทั้งปี
ขณะเดียวกัน รังสีจากดวงอาทิตย์กลับส่องไปถึงเขตขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้เ พียงเล็กน้อย แต่ละขั้วจะผลัดกันรับแสงอาทิตย์โดยตรงอยู่ราวครึ่งปี ขณะที่อีกขั้วหนึ่งอยู่ในความมืดมิด ระบบกระจายความร้อนจากเส้นศูนย์สูตรไปยังขั้วโลก คือตัวขับเคลื่อนลมและกระแสน้ำ ซึ่งต่างดำเนินไปตามรูปแบบที่เป็นมาราว 10,000 ปีที่แล้ว การทำให้ระบบนี้ชะงักย่อมส่งผลกระทบร้ายแรงต่ออารยะธรรมทุกแขนง และวิกฤตการณ์สภาพอากาศที่เราก่อขึ้นก็กำลังนำเราไปสู่ภาวะดังก ล่าว
อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ประมาณ 58 องศาฟาเรนไฮนต์ หากอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 5 องศา อุณหภูมิที่เขตศูนย์สูตรจะเพิ่มขึ้นเพียง 1-2 องศาเท่านั้น แต่ที่ขั้วโลกเหนือจะเพิ่มมากขึ้นถึง 12 องศา อุณหภูมิบริเวณขอบทวีปแอนตาร์กติกาก็จะเพิ่มขึ้นมากเช่นกัน ดังนั้น รูปแบบกระแสลมและกระแสน้ำ บัดนี้จึงตกอยู่ในภาวะอันตราย มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ คือองค์ประกอบที่เปราะบางมากของระบบสภาพอากาศโลก นี่คือที่ซึ่งกระแสน้ำอุ่นปะทะกับลมหนาวที่พัดจากอาร์กติกข้าม กรีนแลนด์ ลงมา เมื่อมาปะทะกัน ความร้อนจะระเหยออกจากกระแสน้ำอุ่นกลายเป็นไอน้ำ ซึ่งจะถูกกระแสลมที่เกิดจากการหมุนของโลก พัดไปทางตะวันออกเข้าสู่ยุโรปตะวันตก (อเมริกาอยู่ซ้ายของมหาสมุทรแอตแลนติก ยุโรปอยู่ขวา และอาร์กติก อยู่ด้านบนของมหาสมุทร,ขั้วโลกเหนือ)
กระแสน้ำในมหาสมุทรนั้นเชื่อมโยงกันเข้าเป็นวงขนาดใหญ่ เรียกว่า "สายพานมหาสมุทรโลก" กระแสน้ำอุ่นที่ไหลอยู่ใกล้ผิวน้ำ จะไหลไปตามชายฝั่งตะวันออกของอเมริกา ส่วนกระแสน้ำเย็นจะไหลอยู่ลึกว่า ในทิศทางตรงกันข้าม ผลก็คือ ความร้อนที่ได้จากกระแสน้ำอุ่นและถูกพัดเข้าสู่ยุโรป ช่วยทำให้อากาศในเมืองอย่างปารีสและลอนดอนอบอุ่นกว่า มอนทรีออล หรือเมืองฟาร์โก ในรัฐนอร์ทดาโกตา ทั้งที่อยู่ในละติจูดใกล้เคียงกัน มันอธิบายว่าทำไม มาดริด จึงอุ่นกว่า นิวยอร์ก ที่อยู่ในละติจูดเดียวกันมาก
หลังจากความร้อนระเหยออกไป น้ำที่เหลืออยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือจะเย็นและมีความเค็มขึ้น เนื่องจากเกลือทั้งหมดยังตกค้างอยู่ที่เดิม และเข้มข้นยิ่งขึ้น ดังนั้น น้ำจึงหนักกว่าเดิมมากและจมลงด้วยอัตราอันน่าทึ่งที่ 5 พันล้านแกลลอนต่อวินาที ขณะที่มันจมลงสู่ก้นมหาสมุทร มันก็ก่อให้เกิดกระแสน้ำเย็นที่ไหลลงสู่ทิศใต้ เรียกการจมตัวลงอย่างขนานใหญ่นี้ว่า "ปั้มยักษ์" หรือ "เทอร์โมฮาลีน" เนื่องจากมันถูกกระตุ้นทั้งจาก อุณหภูมิ(เทอร์โม) และ ความเค็ม(ฮาลีน) ระบบปั้มที่ว่านี้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการไหลเวียนของระ บบกระแสน้ำในมหาสมุทรทั่วโลก
ราว 10,000 ปีที่แล้ว ได้เกิดปรากฏการณ์อันน่าตระหนก เมื่อผืนน้ำแข็งชิ้นสุดท้ายในอเมริกาเหนือละลายลงกลายเป็น ทะเลสาบน้ำจืดขนาดยักษ์ เกรตเลค หรือ ทะเลสาบใหญ่ทั้ง 5 ในปัจจุบัน คือร่องรอย ของทะเลสาบยักษ์ ที่ยังคงอยู่ได้เพราะมี เขื่อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ ขวางอยู่ทางตะวันออก แล้ววันหนึ่ง เขื่อนน้ำแข็งนั้นก็แตก น้ำจืดปริมาณมหาศาล ก่อให้เกิดแม่น้ำเซนต์ลอเรนซ์ ไหลบ่าลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ระบบปั้มก็เริ่มหยุดทำงาน ยุโรปตัวันตกจึงไม่ได้รับความร้อนจากกระแสน้ำอุ่นอีกต่อไป..
ผลก็คือ ทวีปยุโรปต้องกลับไปเผชิญกับยุคน้ำแข็งต่อไปอีก 900 - 1,000 ปี ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่งว่า ปรากฎการณ์นี้จะย้อนกลับมาอีกครั้ง จึงได้เกิดการเฝ้าติดตามน้ำแข็งบนเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณที่ระบบปั้มทำงาน น้ำแข็งเหล่านี้กำลังเริ่มละลายอย่างรวดเร็วโดยมีสาเหตุจากโลกร้อนขึ้นเพราะภาวะเรื่อนกระจกนั่นเอง..
อ้างอิงจากเว็บ www.horasadthai.com