นับเป็นเวลา 33 ปีแล้วที่องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization หรือ WMO) ได้ออกรายงานเตือนว่ามีความเป็นไปได้อย่างสูงที่ภูมิอากาศของโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ซึ่งจะส่งผลให้มีอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
นับเป็นเวลา 21 ปีหลังจากการก่อตั้งคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change หรือ IPCC) เพื่อประเมินความเสี่ยงจากผลกระทบที่การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศมีต่อโลก
เรียกได้ว่าต้องใช้เวลาเป็นทศวรรษกว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประสบความสำเร็จในการผลักดันประเด็นภาวะโลกร้อน เป็นวาระที่ทุกประเทศต้องให้ความสำคัญ
ตามกำหนดการที่ตกลงกันไว้เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2550 ทุกประเทศทั่วโลกยังมีเวลาอีก 6 เดือนก่อนจะมีการตกลงกันอย่างเป็นทางการว่า จะจัดการกับการการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกอย่างไร
อย่างไรก็ตาม แทนที่รัฐบาลของประเทศต่างๆ จะช่วยกันระดมสมองเพื่อแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างจริงจัง กลับมีแต่การเจรจาต่อรอง มีแต่ตั้งโจทย์ว่า “เราจะทำอย่างไรให้มีภาระน้อยที่สุด และให้ประเทศอื่นรับภาระไปให้มากที่สุด” ทั้งๆ ที่น่าจะเป็นว่า “ เราจะร่วมมือกันอย่างไรดีเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ร่วมกันตั้งไว้ โดยให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุดและให้ได้ประโยชน์สูงสุด”
เจฟฟรี แซคส์ ผู้อำนวยการสถาบันโลกแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย มีความเห็นว่า
“การเจรจาต่อรองส่วนใหญ่จะมุ่งไปในประเด็นที่ว่า กลุ่มประเทศใดควรลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และควรกำหนดให้ลดลงในปริมาณเท่าไร ภายในระยะเวลาเท่าไร ต้องทำให้สำเร็จภายในปีใด แต่ละประเทศต่างถูกกดดันให้ลดการปล่อยก๊าซฯ ให้ได้ตามจำนวนเปอร์เซ็นต์ที่กำหนดไว้ก่อน พ.ศ. 2563 แต่กลับไม่มีการอภิปรายอย่างจริงจังว่า การจะลดการปล่อยก๊าซฯ ให้ได้ตามเป้าหมายจะต้องดำเนินการด้วยวิธีการใด”
ในบทความที่เขียนให้แก่โปรเจค ซินดิเขต ตีพิมพ์ใน นสพ.เดอะเนชั่นเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552 เจฟฟรี แซคส์แสดงความกังวลกับทิศทางที่รัฐบาลของแต่ละประเทศมุ่งแต่ให้ความสำคัญกับการเจรจาต่อรอง ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้กำหนดยุทธศาสตร์เพื่อบรรลุเป้าหมายในการแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อนแต่อย่างใด
การแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อนทำได้โดยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งขึ้นอยู่กับการเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสม รวมถึงการสร้างและพัฒนาเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับแนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าว
ถ้าโลกยังต้องพึ่งถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงหลัก ก็ต้องมีการพัฒนาการกักและฟอกก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยวิธี Carbon Capture and Sequestration หรือ CCS อีกทั้งยังต้องสร้างความมั่นใจในการใช้พลังงานปรมาณู ต้องมีการพัฒนาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานความร้อนจากพื้นผิวโลก หรือถ้าจะใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ ก็ต้องหาวิธีการผลิตพืชเชื้อเพลิงโดยไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือกระบวนการผลิตอาหาร
ทั้งนี้ ต้องมีการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยออกแบบ อาคารและสิ่งก่อสร้าง “สีเขียว” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ ต้องเปลี่ยนการใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงให้เป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าหรือกึ่งไฟฟ้าหรือเซลล์เชื้อเพลิง
แซคส์ยกประเทศสหรัฐอเมริกาและจีนขึ้นมาเป็นตัวอย่างว่า หากจะมีการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างจริงจัง อเมริกาต้องหันมาใช้รถพลังงานไฟฟ้า ขยายระบบพลังงานปรมาณู จัดสรรที่ดินเพื่อใช้ในการผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ และต้องมีระบบส่งพลังงานใหม่ เพื่อลำเลียงไฟฟ้าจากแหล่งที่มีคนอาศัยอยู่น้อย อย่างเช่น พลังงานแสงอาทิตย์จากทะเลทรายทางตะวันออกเฉียงใต้หรือพลังงานลมจากที่ราบสูงตอนบนของประเทศ ไปสู่แหล่งชุมชนหนาแน่น ทั้งนี้ต้องอาศัยการวางแผนระดับประเทศ ไม่ใช่แค่เป้าหมายที่เป็นตัวเลขเพียงอย่างเดียว
ในกรณีของจีนที่ยังต้องพึ่งพาพลังงานจากถ่านหินเป็นหลัก การปรับปรุงและพิสูจน์การใช้งานของเทคโนโลยี CCS เป็นหนทางสำคัญที่สุดที่จะนำไปสู่การลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างมีประสิทธิภาพ
ในมุมมองของแซคส์ การเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีใหม่ไม่ใช่เรื่องของการเจรจาต่อรอง แต่เป็นเรื่องของวิศวกรรม การวางแผน การบริหารทุน และแรงจูงใจ การระดมสมองระดับโลกอย่างแท้จริงต้องพูดถึงเรื่องทางเลือกที่ดีที่สุดในแง่ของเทคโนโลยีและการเงินก่อน รวมถึงวิธีที่จะปรับปรุงทางเลือกดังกล่าวโดยใช้การวิจัย การพัฒนาและแรงจูงใจทางการเงิน แล้วจึงมาเจรจากันว่าแต่ละกลุ่มประเทศเหมาะกับเทคโนโลยีประเภทใด
โดยในบทความ “ผู้แก้ปัญหาของโลกทั้งหลายไปไหนกันหมด?” แซคส์ได้แสดงความเป็นห่วงว่า ถ้าเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อนมีเพียงแค่ตัวเลข แต่ไม่มีคู่มือยุทธศาสตร์กำกับการดำเนินการ ประเทศต่างๆ อาจไม่ให้ความสำคัญและไม่มีความจริงใจที่จะแก้ปัญหาดังกล่าวแต่อย่างใด
อ้างอิงจากเว็บ www.rsunews.net/Green/GlobalWarming/Gpage.htm