ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ
Username :  *
Password :  *
เข้าสู่ระบบ  สมัครสมาชิก
  ลืมรหัสผ่าน
รับติดตั้งเครื่องทำน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์ตามบ้านที่อยู่อาศัย
ให้คำปรึกษาสำหรับ โครงการขนาดใหญ่
พลังงาน
เครื่องทำน้ำร้อนพลังงาน แสงอาทิตย์ ยี่ห้อ Sunsav

ประโยชน์ของเครื่องทำน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์ ยี่ห้อ SUNSAV
คุณสมบัติของเครื่องทำน้ำร้อน ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ยี่ห้อ SUNSAV
จุดเด่นของเครื่องทำน้ำร้อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ยี่ห้อ SUNSAV
รับติดตั้งเครื่องทำน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์ตามบ้านที่อยู่อาศัย
ให้คำปรึกษาสำหรับ โครงการขนาดใหญ่
ข่าวสารและกิจกรรม
บทความเกี่ยวกับพลังงาน

Link ที่น่าสนใจ

สภาวะโลกร้อน : ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่ออุตสาหกรรมอาหารของไทยในอนาคต  

สภาวะโลกร้อน หรือ Global Warming เป็นปัญหาที่มีการพูดถึงกันมานาน แต่ในช่วงก่อน หน้านี้เราอาจไม่ใส่ใจและคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว อย่างไรก็ตามทุกวันนี้ปัญหาสภาวะโลกร้อนได้ กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สร้างผลกระทบเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน ทั้งในแง่ของเศรษฐกิจและสังคม


สภาวะโลกร้อนในปัจจุบันได้ส่งผลให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไป ฤดูกาลเปลี่ยนไป ฤดูแล้งอากาศจะแห้งแล้งยาวนานผิดปกติ ฝนไม่ตกตามฤดูกาล ปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้นเมื่อฝนตกก็ตกมากจนเกิดน้ำท่วมหนัก น้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม ฤดูหนาวไม่มาตามปกติและอากาศไม่หนาวจัดช่วงเวลาอพยพของสัตว์เปลี่ยนแปลง ถิ่นอาศัยของสัตว์เปลี่ยนไป โรคภัยไข้เจ็บรุกราน ธารน้ำแข็ง ขั้วโลกละลายส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นกระทบต่อการไหลเวียนของ กระแสน้ำอุ่นและกระแสน้ำเย็น ทำให้เกิดปรากฏการณ์เอลนิโญและลานีญาขึ้นบ่อยๆ แนวชายฝั่ง สึกกร่อน เกิดภัยธรรมชาติง่ายขึ้นและทวีความรุนแรงมากขึ้น


ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ระบุว่ากว่า 90% ของปัญหาโลกร้อนหรือภาวะเรือนกระจกมาจากน้ำมือของมนุษย์ เกิดจากการทำกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ ไอน้ำ โอโซน มีเทน ไนตรัสออกไซด์ และคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน(CFCs) ซึ่งก๊าซเหล่านี้จะลอยขึ้นปกคลุมอยู่ในชั้นบรรยากาศระดับต่ำและจะเป็นตัวกักความร้อน เอาไว้ไม่ไห้สะท้อนออกไปทำให้อุณหภูมิโลกร้อนขึ้น


สำหรับประเทศไทย กลุ่มหลักๆ ที่เป็นตัวปล่อยก๊าซ ได้แก่ กลุ่มพลังงาน กลุ่มการเกษตร การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินโดยกลุ่มพลังงานเป็นตัวแปรสำคัญในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงประเภทฟอสซิล รองลงมา คือ กลุ่มการเกษตร เนื่องจากกิจกรรมต่างๆ ในด้านการเกษตรเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเช่นกัน เช่นการปลูกข้าวแบบนาตม การทำฟาร์มปศุสัตว์ การใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีต่างๆ กิจกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุให้เกิดการเพิ่มหรือการสะสมของคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน หรือไนตรัสออกไซด์ในชั้นบรรยากาศทั้งสิ้น กลุ่มสุดท้าย คือ การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินซึ่ง ได้แก่ การปรับดินให้เหมาะแก่การเพาะปลูก และการเผาหรือการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อใช้ที่ดินในด้านการเกษตร


สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปได้ก่อให้เกิดผลกระทบในหลายพื้นที่ทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย ซึ่งผลกระทบที่ค่อนข้างชัดเจนคือความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรยกตัวอย่างเช่น ข้าว ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรหลักของไทย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกและในแต่ละปีทำรายได้เข้าประเทศได้มากมาย ล่าสุด นายวิเชียร เกิดสุข จากสถาบันวิจัยและพัฒนามหาวิทยาลัยขอนแก่น ในฐานะผู้วิจัยเรื่องข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ในยุคภาวะโลกร้อนระบุว่า ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2537-2547) พบว่าการแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศส่งผลให้เกิดฝนทิ้งช่วง แล้งยาวขึ้นและเมื่อเกิดฝนก็จะตกมากและเกิดภาวะน้ำท่วม ซึ่งผลจากภาวะดังกล่าวส่งผลให้ผลผลิตข้าวของเกษตรในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ลดลง โดยพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิในเขตทุ่งกุลาร้องไห้มีจำนวน 1,276,103 ไร่ หรือ 60% ของพื้นที่ทั้งหมด ขณะที่ในปีที่สภาพภูมิอากาศปกติทุ่งกุลาร้องไห้มีผลผลิตข้าวหอมมะลิรวม 357,883.1 ตัน มูลค่า 2,863,064,691 บาท (8 พันบาทต่อเกวียน) และในปีที่สภาพภูมิอากาศแปรปรวนได้ผลผลิตข้าวหอมมะลิรวม 1,628,31.9 ตัน มูลค่า1,302,694,434 บาท จากผลการวิจัยของนายวิเชียร เกิดสุข บ่งชี้ว่าสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนทำให้ในแต่ละปีผลผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ลดลงเฉลี่ย 55% ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยต้องสูญเสียมูลค่าของข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ปีละกว่า 1,560 ล้านบาท


ไม่เพียงแค่พื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ของไทยเท่านั้นที่ผลผลิตข้าวลดลง ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มีรายงานในต่างประเทศ ว่าผลผลิตข้าวที่เก็บเกี่ยวได้ในพื้นที่ Kyushu Region ของญี่ปุ่นก็ลดลงมากเช่นกัน ในกรณีของญี่ปุ่นไม่เพียงแค่ผลผลิตเท่านั้นที่ลดลง แต่คุณภาพของข้าวก็ลดลง ผลผลิตข้าวจากเดิมที่ส่วนใหญ่อยู่ในเกรด A ตกลงมาอยู่ในเกรด B และเกรด C มากขึ้น ส่งผลต่อราคาขายและรายได้ของชาวนาอย่างมาก นักวิจัยข้าวของญี่ปุ่นระบุว่า ผลผลิตข้าวที่ตกต่ำลงมีสาเหตุมาจากอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นในช่วงประมาณปลายเดือนสิงหาคมและต่อเนื่องถึงช่วงเดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ข้าวกำลังใกล้สุก ในช่วงเวลาดังกล่าวหากอุณหภูมิสูงกว่า 26.5 องศาเซลเซียส คุณภาพของข้าวที่ผลิตได้จะลดลง นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรของญี่ปุ่นยังระบุว่าผลผลิตข้าวโดยรวมของญี่ปุ่นก็ลดลง โดยคาดว่าจะลดลงประมาณ 40% โดยเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกในแถบภาคตะวันตกของญี่ปุ่นซึ่งสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


สำหรับในสหรัฐอเมริกาจากการศึกษาของ Monday ระบุว่าสภาวะโลกร้อนได้สร้างความเสียหายให้แก่อุตสาหกรรมไวน์ในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านเหรียญและคาดว่าภายในช่วงปลายศตวรรษนี้ พื้นที่ที่เหมาะแก่การปลูกองุ่นเพื่อผลิตไวน์คุณภาพดีจะลดลงประมาณ 50% หรืออาจจะมากถึง 81% ซึ่งอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อองุ่นในแถบหุบเขานาปาและโซโนมาของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่ง Noah Diffenbaugh ผู้เชี่ยวชาญจากภาควิชาวิทยาศาสตร์บรรยากาศและโลกแห่งมหาวิทยาลัย Purdue University ระบุว่าจากการศึกษาพบว่าระยะเวลาที่มีอากาศร้อนหรือมีอุณหภูมิสูงในแต่ละปียาวนานมากขึ้น หรือเกิดบ่อยขึ้นในขณะที่องุ่นที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตไวน์คุณภาพดีจะต้องปลูกในพื้นที่ที่มีสภาพอากาศค่อนข้างคงที่และหากอุณหภูมิเพิ่มขึ้นถึง 95 องศาฟาเรนไฮ จะทำให้องุ่นมีปัญหาในการสังเคราะห์แสง น้ำตาลในองุ่นจะแตกตัว ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพของไวน์ในที่สุด


เนื่องจากผลกระทบของสภาวะโลกร้อนได้เริ่มส่อเค้ามานาน ซึ่งองค์การสหประชาชาติมองว่าปัญหาภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจะส่งผลกระทบต่อผู้คนในทุกทวีปอย่างหนีไม่พ้น จึงมีความพยายามในการกำหนดมาตรการทางกฎหมายขึ้นมาเพื่อเป้าหมายในการรับมือกับปัญหาสภาวะโลกร้อน พิธีสารเกียวโต หรือ ชื่ออย่างเป็นทางการว่า Kyoto protocol to the United NationsFramework Convention on Climate Change จึงบังเกิดขึ้น โดยมีการเจรจาครั้งแรกที่เมืองเกียวโตประเทศญี่ปุ่นในเดือนธันวาคม ปี 2540 และมีผลบังคับใช้ครั้งแรกในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548


ภายใต้พิธีสารเกียวโตมี 3 กลไกที่มุ่งจะช่วยให้ประเทศพัฒนาแล้วบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้แก่ การดำเนินการร่วมกัน (Joint Implementation หรือ JI) การค้าขายแลกเปลี่ยนก๊าซเรือนกระจก (Emissions Trading หรือ ET) และกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CleanDevelopment Mechanism หรือ CDM) โดย 2 กลไกแรกเป็นกลไกที่เกิดขึ้นได้ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วด้วยกันเท่านั้น สำหรับกลไกที่ 3 ซึ่งเป็นเรื่องของกลไกการพัฒนาที่สะอาดเป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ประเทศพัฒนาแล้วบรรลุเป้าหมายของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามพันธกรณีควบคู่ไปกับการช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ โดยประเทศพัฒนาแล้วจะมาลงทุนดำเนินโครงการเพื่อให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศที่กำลังพัฒนา แล้วจะนำปริมาณก๊าซที่ลดได้จากการดำเนินกิจกรรมหรือโครงการ CDM มาคำนวณเสมือนว่าได้ดำเนินการลดในประเทศของตนเอง


อ้างอิงจาก สถาบันอาหาร

ย้อนกลับ  กลับสู่ด้านบน